ข้อมูลของทั้งสองทีม
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเปิดศึกนัดสำคัญพบกับเชลซี ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสัปดาห์ที่เลวร้ายของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดนมิดเดิ้ลสโบรซ์ ถล่มเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาซึ่งถือเป็นความพ่ายแพ้ที่มากที่สุดในรอบ 19 เดือนของพวกเขา แล้วรอย คีน ก็ออกมาพูดโจมตีทีมตัวเองในวันจันทร์ หลังจากนั้นก็ถูกลีลล์ เอาชนะได้เมื่อวันพุธ และปิศาจแดง ก็กำลังจะเผชิญหน้ากับแชมป์เก่าที่ยังไม่เคยแพ้ใครในพรีเมียร์ชิพ แต่เชลซี ก็เพิ่งจะพ่ายแพ้ในเกมยุโรปเมื่อกลางสัปดาห์ ซึ่งมูรินโญ่ ผู้จัดการทีมกล่าวว่า เป็นนัดที่เล่นได้ย่ำแย่ที่สุดตั้งแต่เขาเข้ามาคุมทีม
เกมนัดนี้จะเป็นการครบรอบปีที่ 19 ที่เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เข้ามาคุมทีมที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด โดยเซฮร์ อเล็กซ์ เริ่มทำหน้าที่ผู้จัดการทีมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 1986 ปิศาจแดง เอาชนะแชมป์เก่าที่ขณะนี้มีคะแนนนำห่างอยู่ 13 คะแนนได้เพียง 2 นัดจาก 7 นัดหลังสุดที่พบกันในพรีเมียร์ชิพ และอาจจะพบกับความพ่ายแพ้ 3 นัดติดต่อกันในเกมบอลลีกและบอลถ้วยเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2001
ปิศาจแดง กำลังไล่ล่าเอาชนะเชลซี ให้ได้เป็นครั้งแรกหลังจากเคยเอาชนะได้ 2-1 เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2003 ซึ่ง พอล สโคลส์ และ ดิเอโก้ ฟอร์ลัน เป็นผู้ทำประตูให้ทีมคว้า 3 คะแนนได้สำเร็จ
เชลซี ลงเล่นในพรีเมียร์ชิพ เป็นนัดที่ 50 และกำลังมองหาชัยชนะนัดที่ 40 ภายใต้การคุมทีมของ มูรินโญ่ แต่ชัยชนะเพียงนัดเดียวจากการลงเล่น 4 นัดในเกมบอลถ้วยและบอลลีกแสดงให้เห็นว่าเศรษฐีแห่ง สแตมฟอร์ด บริดจ์ กำลังอยู่ในช่วงตกต่ำ สิงโตน้ำเงินครามตกเป็นฝ่ายตามหลังไปก่อนในการพบกับแอสตัน วิลล่า และโบลตัน ก่อนที่จะแซงกลับมาเอาชนะได้ แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่สามารถทำได้อีกครั้งในการพบกับเอฟเวอร์ตัน ทีมท้ายตารางโดยทำได้เพียงไล่ตีเสมอเป็น 1-1 หลังจากนั้นพวกเขาก็ตกรอบในศึกคาร์ลิ่ง คัพ จากการพ่ายแพ้ในการดวลจุดโทษกับชาร์ลตัน ก่อนที่จะกลับมาเอาชนะแบล็คเบิร์น ได้เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ในวันอังคารพวกเขาก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับเรียล เบติส ในสเปน ซึ่งถ้าพวกเขาชนะจะผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้ายในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้
เชลซี ยังไม่แพ้ใครในพรีเมียร์ชิพ มาแล้ว 40 นัด และยังไม่แพ้ใครในการไปเยือน 19 นัด พวกเขาเป็นสโมสรเดียวที่ยังไม่แพ้ใครในพรีเมียร์ชิพ และมีเกมรุกที่ดีที่สุด แต่เริ่มมีรอยแตกให้เห็นในเกมรับแล้ว ทีมจากลอนดอนไม่เสียประตู 7 นัดในทุกรายการตั้งแต่เปิดฤดูกาลเป็นต้นมา และเสียไปเพียง 3 ประตูใน 12 นัดแรก (ไม่รวมเกมคอมมิวนิตี้ ชิลด์) แต่ขณะนี้พวกเขาเสียไป 5 ประตูใน 4 นัดหลังสุด
สิงโตน้ำเงินคราม ชนะ 4 นัดและเสมอ 2 นัดในการพบกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 6 นัดหลังสุดในเกมบอลลีกและบอลถ้วย พวกเขาเอาชนะได้ 3-1 ในการมาเยือนครั้งหลังสุดในพรีเมียร์ชิพ ที่โรงละครแห่งความฝันเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเชลซี แซงกลับมาเอาชนะหลังจากโดนนำไปก่อนติอาโก้ ทำประตูตีเสมอหลังจากถูกรุด ฟาน นิสเตลรอย ยิงนำไปก่อนตั้งแต่ต้นเกม แล้วก็เป็นลูกยิงของไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น ที่ทำให้ทีมเยือนขึ้นนำ และโจ โคล ก็มาทำประตูปิดท้าย
ฟอร์มการเล่นของทั้งสองทีม
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่อันดับที่ 7 มี 18 คะแนน (ก่อนทุกทีมลงเล่นในสุดสัปดาห์นี้), ทำประตูไปแล้ว 1,000 ประตูในเกมพรีเมียร์ชิพ 516 นัด, ชนะ 9 นัดจาก 17 นัดหลังสุดในทุกรายการ, แพ้ 2 นัดหลังสุด โดยแพ้ 1-4 ที่ มิดเดิ้ลสโบรซ์ ในพรีเมียร์ชิพ และแพ้ 0-1 ที่ ลีลล์ ในแชมเปี้ยนส์ ลีก, ชนะทุกนัดที่ เวย์น รูนี่ย์ ทำประตูได้ (17 นัดที่ผ่านมา, 5 นัดในฤดูกาลนี้), ไม่เสียประตู 4 นัดจาก 10 นัดในเกมลีกฤดูกาลนี้ แต่ไม่เสียประตูเพียงนัดเดียวใน 6 นัดหลังสุด, ทำประตูไม่ได้เพียงนัดเดียวในเกมพรีเมียร์ชิพ 15 นัดหลังสุด, เกมที่แพ้ 1-4 ให้กับโบโร่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเป็นความพ่ายแพ้มากที่สุดในเกมลีกนับตั้งแต่ที่เคยแพ้ด้วยสกอร์เดียวกันให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2004, เกมลีกนัดต่อไปที่แพ้จะเป็นความพ่ายแพ้ในเกมลีกหลังสงครามโลกนัดที่ 600 ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ชนะ 5 นัดจาก 10 นัดในพรีเมียร์ชิพ ฤดูกาลนี้, ไม่เคยแพ้ 2 นัดติดต่อกันในเกมลีก 16 นัดหลังสุดนับตั้งแต่แพ้ให้กับนอริช และเอฟเวอร์ตัน ในเกมเยือนทั้ง 2 นัดเมื่อวันที่ 9 และ 20 เมษายน ตามลำดับ, ทำประตูได้ทุกนัดในเกมลีก 7 นัดหลังสุดที่เล่นในบ้าน, ทำประตูไม่ได้นัดเดียวในเกมลีก 8 นัดหลังสุดที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด (เสมอแบบไร้สกอร์กับแบล็คเบิร์น เมื่อวันที่ 2 เมษายน), ชนะเกมเยือน 4 นัดและชนะเกมเหย้า 1 นัดในพรีเมียร์ชิพ ฤดูกาลนี้, เกมที่ชนะแอสตัน วิลล่า ไปได้ 1-0 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม เป็นเกมเหย้าเกมเดียวที่ชนะในลีกฤดูกาลนี้
เชลซี อยู่อันดับที่ 1 มี 31 คะแนน (ก่อนทุกทีมลงเล่นในสุดสัปดาห์นี้), ชนะ 10 นัดและเสมอ 1 นัดจาก 11 นัดในพรีเมียร์ชิพ ฤดูกาลนี้, คว้าชัยชนะมากกว่าสโมสรอื่น 3 นัดในพรีเมียร์ชิพฤดูกาลนี้, เป็นสโมสรเดียวที่ยังไม่แพ้ใครในลีก, ชนะ 33 นัดและเสมอ 7 นัดในเกมลีกนับตั้งแต่ที่แพ้ให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไป 1-0 ในเกมเยือนเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม, แพ้เพียงนัดเดียวจาก 49 นัดในพรีเมียร์ชิพ ภายใต้การคุมทีมของมูรินโญ่, มี 1 นัดจาก 32 นัดหลังสุดในพรีเมียร์ชิพ ที่เสีย 2 ประตูในนัดเดียว (ชนะแบล็คเบิร์น ไป 4-2 เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม), มี 3 นัดในเกมลีกที่เสีย 2 ประตูในนัดเดียวภายใต้การคุมทีมของมูรินโญ่, เป็นสโมสรเดียวที่ทำประตูได้ทุกนัดในพรีเมียร์ชิพ ฤดูกาลนี้, ทำประตูได้ทุกนัดในเกมลีก 16 นัดหลังสุด ถือเป็นสถิติทำประตูได้ทุกนัดติดต่อกันของพรีเมียร์ชิพ, ทำประตูไม่ได้เพียงนัดเดียวในเกมลีก 23 นัดหลังสุด, ทำประตูได้มากกว่าสโมสรอื่นในพรีเมียร์ชิพ ฤดูกาลนี้ (28 ประตูใน 11 นัด), โดยเฉลี่ยทำได้ 1 ประตูในทุก 35 นาทีในพรีเมียร์ชิพฤดูกาลนี้, ผ่านไปแล้ว 69 นัดในเกมลีกหลังจากที่เคยแพ้โดยเสียมากกว่า 1 ประตู (แพ้ให้กับชาร์ลตัน ไป 2-4 ในวันบ็อกซิ่งเดย์ปี 2003), เป็นฝ่ายขึ้นนำในช่วงพักครึ่งเพียง 3 นัดในพรีเมียร์ชิพฤดูกาลนี้ ที่เหลือคือยังเสมอกัน 6 นัดและตกเป็นฝ่ายตามหลัง 2 นัด, แอสตันวิลล่า, โบลตัน และเอฟเวอร์ตัน เป็น 3 ทีมที่ทำประตูขึ้นนำไปก่อนในการพบกับเชลซี ในเกมลีกฤดูกาลนี้, สถิติชนะรวดในเกมลีกฤดูกาลนี้ของเชลซี จบลงในการพบกับเอฟเวอร์ตัน ซึ่งเป็นเกมเยือนนัดหลังสุด, ชนะ 4 นัดและเสมอ 1 นัดในการไปเยือนในพรีเมียร์ชิพ ฤดูกาลนี้โดยเสียไปเพียง 2 ประตู, ชนะ 16 นัดและเสมอ 3 นัดในเกมเยือน 19 นัดหลังสุดในพรีเมียร์ชิพ, ผ่านไปแล้ว 15 นัดในการไปเยือนในลีกนับตั้งแต่ที่เคยเสียไปมากกว่า 1 ประตู (เสมอกับอาร์เซอนอล ไป 2-2 เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ปีที่แล้ว)
เกร็ดน่ารู้ของผู้เล่นทั้งสองทีม
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รุด ฟาน นิสเตลรอย ทำไปแล้ว 8 ประตูในพรีเมียร์ชิพฤดูกาลนี้ ตามหลังแฟร้งค์ แลมพาร์ด ของเชลซี ที่เป็นดาวซัลโวอยู่ 2 ประตู, พอล สโคลส์ ทำไปแล้ว 7 ประตูในเกมพรีเมียร์ชิพ ที่พบกับเชลซี, ทั้ง 4 ประตูที่ เวย์น รูนี่ย์ ทำได้ในพรีเมียร์ชิพ เป็นการทำประตูในเกมเยือนทั้งหมด, ถ้า มิเกล ซิลแวสตร์ ได้ลงเล่นจะเป็นการลงเล่นนัดที่ 300 ให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ถ้า ดาร์เรน เฟล็ตเชอร์ ได้ลงเล่นจะเป็นการลงเล่นในพรีเมียร์ชิพ นัดที่ 50 โดยลงเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทั้งหมด, ถ้าโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ได้ลงเล่นตั้งแต่ต้นเกมจะเป็นการลงสนามเป็นตัวจริงนัดที่ 200 ให้กับสโมสร
เชลซี ถ้า แฟร้งค์ แลมพพาร์ด ได้ลงเล่นจะเป็นการลงเล่นในลีกติดต่อกันเป็นนัดที่ 158 ถือเป็นสถิติของพรีเมียร์ชิพ สำหรับผู้เล่นในตำแหน่งอื่นที่ไม่ใช่ผู้รักษาประตู และแลมพาร์ด จะมีสถิติลงเล่นติดต่อกันน้อยกว่าเดวิด เจมส์ เพียงนัดเดียว โดยผู้รักษาประตูของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ลงเล่น 159 นัดติดต่อกันให้กับลิเวอร์พูล ในพรีเมียร์ชิพ ระหว่างวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 1994 ถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 1998 นอกจากนี้แลมพาร์ด จะลงเล่นเป็นตัวจริงนัดที่ 400 ให้กับสโมสรในนัดนี้ และเขายังเป็นนักเตะในพรีเมียร์ชิพ ที่ทำประตูได้มากที่สุดโดยทำไปแล้ว 11 ประตูในทุกรายการ ซึ่งมากกว่าฟาน นิสเตลรอย อยู่ประตูเดียว, ไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น ทำไปแล้ว 4 ประตูในเกมพรีเมียร์ชิพ ที่พบกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, จอห์น เทอร์รี่ จะลงเล่นเป็นตัวจริงในเกมลีกนัดที่ 150 ให้กับสโมสรในนัดนี้
ผลการแข่งขันที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด เมื่อฤดูกาลที่แล้ว
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-3 เชลซี
วันที่ 10 พฤษภาคม 2005
ผู้ตัดสิน : เกรแฮม โพลล์
ผู้ทำประตูให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด : ฟาน นิสเตลรอย น. 7
ผู้ทำประตูให้ เชลซี : ติอาโก้ น. 17, กุ๊ดยอห์นเซ่น น. 61, โคล น. 82
สถิติการพบกันทั้งหมด
ในลีก แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 53 ครั้ง, เชลซี ชนะ 35 ครั้ง, เสมอ 38 ครั้ง
ในพรีเมียร์ชิพ แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 7 ครั้ง, เชลซี ชนะ 8 ครั้ง, เสมอ 11 ครั้ง
สถิติการพบกันที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด
ในลีก แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 24 ครั้ง, เชลซี ชนะ 17 ครั้ง, เสมอ 22 ครั้ง
ในพรีเมียร์ชิพ แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 3 ครั้ง, เชลซี ชนะ 4 ครั้ง, เสมอ 6 ครั้ง
DaKinG